ข้อมูลท่องเที่ยวตรัง

แผนที่จังหวัดตรัง

แผนที่เมืองตรัง
แผนที่นั่งตุ๊กตุ๊กรอบเมือง
ศึกษาเส้นทาง
บริการการเดินทางอีเล็คโทรนิค
บริษัทการบินไทย
บางกอกแอร์เวส์
นกแอร์
โอเรียนท์แอร์
บริษัทขนส่ง
ร.ฟ.ท.


ตรวจสภาพอากาศ
ตารางดูเวลาน้ำขึ้น-น้ำลง
ดูปฏิทินและเวลาโลก
สภาพสังคมและภูมิศาสตร์
ประวัติเมืองตรัง
ปฏิทินเทศกาล
วัฒนธรรม
ผู้คน


ข้อมูลการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์


การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์คืออะไร
แผนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ตรัง
กิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
         ของจังหวัดตรัง
         ของเทศบาลเมืองตรัง
         ของม.สวนดุสิต ศูนย์ตรัง
รางวัลการจัดการท่องเที่ยว

อุทยานแห่งชาติในทะเลตรัง

อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา

อุทยานแห่งชาติ

 

จองที่พักและทัวร์

จองบ้านพักอุทยานฯด้วยตนเอง


รวมเว็บท่องเที่ยว

จังหวัดตรัง
เทศบาลเมืองตรัง
องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง
ข่าวจังหวัดตรัง1 2
รวมข่าวท่องเที่ยวตรัง
เว็บท่องเที่ยวจังหวัดตรัง
เว็บบ.ทัวร์และที่พักตรัง
บริษัททัวร์และททท.ตรัง
สนง.ททท.ภาคใต้


เกาะไหพาราไดส์  รีสอร์ท
saveoursea
ไกด์ตรัง.คอม
ตรังโซน.คอม
มรดกใต้.คอม
ส.ทักษิณคดีศึกษา
อีซิติเซน.จีโอ.ทีเฮช
ไทยเอิร์ท.คอม
ไทยกูเกิลเอิร์ท.คอม
pointasia.com
ไทยตำบล.คอม

ถามทุกเบอร์ที่อยากรู้ได้กับ 1133

ข่าวจากททท.
ข่าวจากกระทรวงท่องเที่ยว
ท่องเที่ยวภาคใต้
ท่องเที่ยวทั่วไทย
 
สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม
 

google
msn
sanook
kapook
yahoo/Thailand

Thaiwebhunt/ท่องเที่ยว

googkai/search

 
บันเทิงและข่าวสาร
 
อ่านหนังสือพิมพ์
อ่านนิตยสาร
เล่นกล้อง
ดูหนัง
ดูทีวี
ดูฟุตบอล
ฟังเพลงไทย
ฟังเพลงสากล
 
เช็คอี-เมล์
 
hotmail
yahoomail
gmail
 
เว็บฝาก
 

วษ.ท.ตรัง
รวมศิษย์เก่า 1 2 3
ทดสอบspeed

เช็ค IP

ดูโลโก้
จำหน่ายเสื้อที่ระลึก "เที่ยวตรัง"
ตัวละ 250 บาท
มีทั้งแบบผู้หญิง ผู้ชาย
สีขาว สีฟ้า สีแดง สีแสด สีเทา
สั่งซื้อได้ทางบอร์ดนี้ ดูโลโก้

สถิติ :
ตำนานเมืองตรัง

ที่ตั้ง            

              ตรังเป็นจังหวัดชายฝั่งทะเลตกของภาคใต้ อยู่ติดทะเลอันดามัน ตั้งอยู่ระหว่างละติจูดที่ ๗ องศา ๔ ลิปดาเหนือ ถึง ๘ องศาเหนือ และลองติจูดที่ ๙๙ องศา ๑๕ ลิปดาตะวันออก ถึง ๑๐๐ องศา ๒ ลิปดาตะวันออก
ขนาดพื้นที่ ประมาณ ๓,๐๘๘,๓๙๙.๗๕ ไร่ หรือ ๔,๙๔๑,๔๓๙ ตารางกิโลเมตร มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ ๑๑๙ กิโลเมตร

              เขตปกครองจังหวัดตรังแบ่งเป็น ๙ อำเภอ และ ๑ กิ่งอำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองตรัง อำเภอห้วยยอด อำเภอกันตัง อำเภอปะเหลียน อำเภอสิเกา อำเภอย่านตาขาว อำเภอนาโยง อำเภอรัษฎา อำเภอวังวิเศษ และกิ่งอำเภอหาดสำราญ

ี่              มีหลักฐานความเป็นมาที่ยาวนาน แต่เนื่องจากตรังไม่ได้เป็นเมืองรบทัพจับศึก จึงไม่ค่อยมีชื่อในประวัติศาสตร์เท่าใดนัก ทั้งที่จริงตรังเป็นชุมชนมานานแล้ว มีหลักฐานพอจะอ้างอิงได้ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา เพื่อความเข้าใจประวัติความเป็นมาของตรัง ขอแบ่งยุคหรือสมัยของตรังเทียบเคียงกับยุคของประวัติศาสตร์ภาคใต้และประวัติศาสตร์ไทย ดังนี้

ประวัติเมือง

              หลักฐานทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีที่ปรากฎในจังหวัดตรังมีอยู่ทั่วไป เช่น โครงกระดูกมนุษย์โบราณที่ถ้ำซาไก ตำบลปะเหลียน ขวานหินกะเทาะ ขวานหินขัด เศษภาชนะดินเผา ลูกปัดแก้ว เครื่องประดับ ตามถ้ำต่างๆ เช่น ถ้ำเขาสามบาตร ถ้ำเขาไม้แก้ว ถ้ำเขาเทียมป่า ภาพเขียนสีที่เขาแบนะ ถ้ำตรา ล้วนเป็นหลักฐานบอกความเป็นชุมชนก่อนประวัติศาสตร์จนถึงแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ต่อมาจึงมีหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์กับอาณาจักรโบราณทางภาคใต้ในลักษะที่เป็นเมืองท่า ทางผ่าน และมีพัฒนาการมาตามลำดับ

 

ขวานหินขัด

ภาพเขียนสีที่เขาแบนะ หาดฉางหลาง ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม มีภาพเขียนสีแดงรูปปลา

        

             สมัยศรีวิชัย มีผู้พบพระพิมพ์ดินดิบ ซึ่งเป็นศิลปะกลุ่มศรีวิชัยที่บริเวณถ้ำวัดคีรีวิหาร ถ้ำเขาสายและถ้ำเขาขาว อำเภอห้วยยอด แต่ยังไม่มีการค้นพบหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับความเป็นเมืองเก่าหรือแหล่งที่ตั้งเมืองในยุคนี้

พระพิมพ์ดินเผา พบในจังหวัดตรัง ถอดพิมพ์จำลอง จัดแสดงไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติฯ ตรัง

                สมัยตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ตำนานเมืองนครฯ กล่าวถึงพระธนกุมารและนางเหมชาลาจากอินเดีย อัญเชิญพระบรมธาตุลงเรือหนีศึกเพื่อจะไปลังกา แต่ถูกพายุพัดเรือแตกเสียก่อน ต่อมาคลื่นซัดขึ้นฝั่งและได้รับความช่วยเหลือเดินบกจนถึงหาดทรายแก้ว และฝังพระบรมธาตุไว้ที่หาดทรายแก้ว และทั้งสองได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางจนถึงเมืองลังกาในเวลาต่อมา ต่อมาพระยาศรีธรรมาโศกราชมาพบเข้า จึงได้สร้างบ้านเมืองขึ้น ณ หาดทรายแก้ว พร้อมทั้งสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ไว้ตรงสถานที่ ๆ เคยฝังพระบรมธาตุไว้ เป็นเมืองนครศรีธรรมราชปัจจุบัน แล้วได้ครอบครองหัวเมืองในแหลมมลายู เป็นเมืองบริวารถึง 12 เมือง มีเครื่องหมาย ๑๒ นักษัตร เป็นตราประจำเมือง ไว้ดังนี้ ๑. เมืองสาย ตราชวด ๒. เมืองตานี ตราฉลู ๓. เมืองกลันตัน ตราขาล ๔. เมืองปาหัง ตราเถาะ ๕. เมืองไทร ตรามะเมีย ๖. เมืองพัทลุง ตรามะเส็ง ๗. เมืองตรัง ตรามะเมีย ๘. เมืองชุมพร ตรามะแม ๙. เมืองบันทายสมอ ตราวอก ๑๐. เมืองสะอุเลา ตราระกา ๑๑. เมืองตะกั่วถลาง ตราจอ ๑๒. เมืองกระ ตรากุน

               สมัยสุโขทัย ตำนานพระพุทธสิหิงค์ในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวว่า พระเจ้าร่วงแห่งกรุงสุโขทัย ร่วมกับพระเจ้าสิริธรรมแห่งสิริธรรมนครส่งทูตไปขอพระพุทธสิหิงค์จากลังกา และในหลักศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ที่กล่าวว่า "สังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฎกไตร หลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา" แสดงว่ามีการติดต่อระหว่างเมืองนครศรีธรรมราชกับอินเดียและลังกา ส่วนในตำนานเมืองพัทลุงกล่าวถึงนางเลือดขาวอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากลังกา และสร้างวัดพระศรีสรรเพชรพุทธสิหิงค์ไว้ที่ตรัง (อยู่ในอำเภอนาโยง ปัจจุบัน) เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปนั้น และพระบรรทมองค์หนึ่งไว้ที่เมืองตรัง ส่วนพระบรรทมที่ว่านั้น มีตำนานเกี่ยวข้อง ๒ แห่ง คือ อาจจะเป็นพระบรรทมวัดถ้ำพระพุทธ ตำบลหนองบัว อำเภอรัษฎา หรือพระบรรทมวัดภูเขาทอง ตำบลน้ำผุด อำเภอเมืองตรัง องค์ใดองค์หนึ่ง เรื่องราวเหล่านี้บ่งชี้ว่าท่าเรือเมืองตรังเป็นเส้นทางผ่านของพระพุทธศาสนาเข้าสู่ภาคใต้

 

พระพุทธสิหิงค์องค์ที่เล่ากันว่านางเลือดขาวอัญเชิญมาจากลังกา หายไปจากเมืองตรัง เมื่อ พ.ศ. 2526

 

             สมัยกรุงศรีอยุธยา ก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา ราชวงศ์อู่ทองซึ่งมีอำนาจอยู่ในบริเวณภาคกลางเริ่มขยายอำนาจไปทั้งทางเหนือและทางใต้ ในตำนานกล่าวว่า ท้าวศรีธรรมาโศกราชรบกับท้าวอู่ทอง ในที่สุดหย่าศึกกันที่บางสะพานแสดงว่าเมื่อเริ่มตั้งกรุงศรีอยุธยานั้น นครศรีธรรมราชเป็นหัวเมืองของอยุธยาแล้ว และชัดเจนยิ่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กฎมณเฑียรบาลระบุว่าเมืองนครฯ เป็นเมืองหนึ่งใน ๘ เมืองพระยามหานคร ต้องถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และเป็นตัวแทนราชธานีปกครองหัวเมืองอิสระในภาคใต้ทั้งหมด

              ต่อมาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ เมื่ออัลบูแกร์ก (Afonso de Albuquerque) ผู้สำเร็จราชการโปรตุเกส ยกทัพเรือมาตีมะละกาได้ใน พ.ศ. ๒๐๕๔ เมื่อทราบว่ามะละกาเป็นเมืองขึ้นของไทย
ก็ได้ส่งผู้แทนไปทำสัมพันธไมตรีกับอยุธยาถึง ๒ ครั้ง โดยเดินทางผ่านท่าเรือเมืองตรัง ครั้งที่ ๑ ให้ ดูอาร์เตช เฟอร์นานเดช (Duarte Fernandez) เข้ามาทางช่องแคบสิงคโปร์ผ่านอ่าวไทย
เพื่อถวายสาสน์จากอัลบูแกร์กพร้อมกับของขวัญ การเดินทางกลับครั้งนี้ผ่านทางเท่าเรือเมืองตรัง (arrived at Trangque, a city of the King of Siam) เท่าที่พบหลักฐานถือได้ว่า คนกลุ่มนี้คือชาวตะวันตกชุดแรกที่เข้ามาในประเทศไทย ที่สำคัญคือคนชุดแรกนี้เดินทางผ่านท่าเรือเมืองตรัง ครั้งที่ ๒ ประมาณ พ.ศ. ๒๐๕๖ อัลบูแกร์ก อาซเวโด (Antonio Miranda de Azevedo)
และมานูเอล ฟราโกโซ (Manuel Fragoso) คนหลังนี้เพื่อให้รวบรวมข้อมูลเขียนหนังสือเกี่ยวกับมารยาท ธรรมเนียมต่าง ๆ การแต่งกาย การค้าขาย และแผนที่ตั้งท่าเรือต่าง ๆ ของสยาม การเดินทางเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาจากมะละกาขึ้นมาบกที่เมืองตรังอีกครั้งหนึ่ง แล้วเดินทางต่อไปยังนครศรีธรรมราช เพื่อลงเรือไปกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีกล่าวไว้ในหนังสือ The Suma Oriental
ว่าหัวเมืองภาคใต้แยกเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ ฝั่งตะวันออก มีพระยานครศรีธรรมราช อุปราชคนที่ ๒ ปกครองตั้งแต่เมืองปะหังขึ้นไปถึงอยุธยา ส่วนฝั่งตะวันตก ซึ่งมีเมืองตะนาวศรี ตรัง และไทรบุรี อยู่ในอำนาจของขุนนางอีกผู้หนึ่ง ชื่อ Vya Chacotay (น่าจะเป็นพระยาสุโขทัย) หากถือตามเอกสารนี้ ในช่วงต้นของอยุธยา เมืองตรังมิได้ขึ้นต่อนครศรีธรรมราช หลักฐานความเป็นเมืองตรังชัดเจนขึ้นเป็นครั้งแรก
ที่จารึกถ้ำเขาสามบาตร สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ให้ความเห็นไว้ว่า เป็นอักษรสมัยอยุธยาลักษณะเดียวกับที่วัดป่าโมก ซึ่งมีใจความดังนี้


กำไวเมื่อพระบาดพระเจ้าพระเพด
พระศรีค่งพระพรมพระพุทรัก
ษาแลเจ้าแน่นทั้งหลายมาเลิกสาด
สนาพระเจ้าในเขาสะบาปและพระเจ้านัน
ธรรมาณรายมา...แลวแลพระบาดเจ้ามาเป็น
พระ...แก...ขุนนางกรมการทัง...เมือง
แลสัปรุศชายญ...ให้เลิกสาศนาพระพุท่เจากํบริบูน
แล้วแลสัปรุศ...ชวนกันฉลองกุสลบุญแลเพื่อวาจะปรา
ถนาพํนจากทุก...หาสู่กกุราชได้สองพันร้อยหาสิบ
เจดปีเจดวันนันแล...สุกกุราชใด...ปีเมื่อญกพระเจ้าวัน
สุดเดือนเจดขึ้นสองค่า...นักสัตรฉสกบอกไว้ให้เป็น...
สิน...แลผู้จํ...นาไปเมือหน้า

จารึกตรงเพดานถ้ำเขาสามบาตร จารึกเป็นอักษรสมัยอยุธยา (พ.ศ. 2157)

 

             สรุปความได้ว่าใน พ.ศ.๒๑๕๗ ตรงกับสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ตรังมีชุมชนใหญ่ระดับเมืองตรงบริเวณเขา "สะบาป" มีขุนนางและกรมการเมืองพรั่งพร้อม มา "เลิกศาสนา" คือ ปฏิสังขรณ์วัด บริเวณที่ตั้งเมืองในระยะนี้น่าจะอยู่ไม่ไกลจากเขาสามบาตร ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา นครศรีธรรมราชมีฐานเป็นหัวเมืองชั้นเอก พอถูกพม่าตีกรุงแตก พ.ศ.๒๕๓๐ ปลัดเมือง (หนู) ได้ขึ้นเป็นเจ้านคร ตั้งตนเป็นอิสระ
มีเมืองต่าง ๆ ตั้งแต่ชุมพรถึงแหลมมลายู ซึ่งรวมทั้งเมืองตรัง มาขึ้นกับเจ้านคร (หนู) เป็นชุมนุมนครศรีธรรมราช หนึ่งใน ๕ ชุมนุมหลังกรุงแตก

            สมัยกรุงธนบุรี เมื่อพระเจ้าตากสินปราบชุมนุมพิษณุโลกและพิมายได้แล้ว ก็ยกทัพมาตีนครศรีธรรมราช ใน พ.ศ.๒๓๑๒ เจ้านคร (หนู) หนีไปถึงปัตตานี กองทัพกรุงธนบุรีตามจับได้ เนื่องจากยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี จึงพระราชทานอภัยโทษ โปรดให้เข้ารับราชการในกรุง แล้วทรงตั้งเจ้านราสุริยวงศ์ พระเจ้าหลานเธอ ปกครองนครศรีธรรมราชในฐานะเจ้าประเทศราช ซึ่งรวมหัวเมืองภาคใต้ทั้งหมด ต่อมา พ.ศ.๒๓๑๙ เจ้านราสุริยวงศ์ถึงแก่พิราลัย ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้านคร (หนู) กลับมาปกครองนครฯ อีกครั้ง และยกเมืองขึ้นของนครฯ คือ ไชยา พัทลุง ถลาง ชุมพร ทั้งให้แยกเมืองสงขลา มาขึ้นตรงต่อกรุงธนบุรี หัวเมืองของนครฯ ในครั้งนั้น จึงมีแต่เมืองตรังและเมืองท่าทองคู่กันในฐานะเป็นเมืองท่าฝั่งทะเลตะวันตกและฝั่งทะเลตะวันออกเท่านั้น

             สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยราชกาลที่ ๑ ตรังยังเป็นเมืองในกำกับของนครฯ มีผู้ว่าราชการเมืองตรังคนหนึ่ง เข้าใจว่าเป็นพระยาตรัง (สีไหน) ผู้เป็นกวี ซึ่งถูกเรียกตัวเข้ากรุงเทพฯ ใน พ.ศ. ๒๓๓๐  (มีหลักฐานบอกเล่าเรื่องพระยาตรังผู้มีความสามารถทางกวี และมีภรรยาหลายคน เล่ากันว่า ในช่วงที่พระยาตรังไม่อยู่ ภรรยาคนที่ ๓ ถูกชายชู้พาตัวไป และได้เขียนบทกลอนท้าทายไว้ที่ประตูห้องว่า "เราไม่ดีเราไม่พานารีจร ข้ามห้วยสิงขร ชะง่อนผา" พระยาตรังกลับมาเห็นก็โกรธมาก และเขียนกลอนไปว่า "เราไม่เก่ง เราไม่พานารีจร จะเฆี่ยนพ่อให้มันยับลงกับหวาย" แล้วตามหาภรรยากับชายชู้จนพบ นำมาเฆี่ยน ใช้ไม้ไผ่ตงทั้งลำคีบเป็นตับปลาย่างไฟจนตาย ขุดหลุมฝัง แล้วให้ช้างเหยียบที่บริเวณวัดควนธานี บางกระแสเล่าว่า ฝังไว้ที่วัดพระงาม อาจเป็นไปได้ว่าพระยาตรังถูกเรียกตัวเข้ากรุงเทพฯ เพราะเหตุนี้ )

              แล้วให้พระภักดีบริรักษ์มาว่าราชการแทน พระภักดีบริรักษ์กราบบังคมทูลขอยกเอาเมืองตรังรวมกับเมืองภูรา ชื่อ เมืองตรังภูรา (สำหรับเรื่องที่ตั้งเมืองนี้ ครั้งหนึ่งเคยตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำตรัง ที่บ้านนาแขก ตำบลหนองตรุด มีเจ้าเมืองชื่อพระยาตรังนาแขก ยังมีลูกหลานสืบสกุลมาถึงปัจจุบัน) ต่อมาโต๊ะปังกะหวาหรือพระเพชภักดีศรีสมุทรสงครามซึ่งปลัดเมืองตรัง ประจำอยู่ที่เกาะลิบง โต๊ะปังกะหวาได้เป็นพระยาลิบง (ที่ตั้งเมืองตรังขณะนั้นจึงอยู่ที่เกาะลิบง) ว่าราชการเมืองต่อจากพระภักดีบริรักษ์ แล้วเกิดเป็นอริวิวาทกับเจ้าพระยานคร (พัฒน์) ใน พ.ศ. ๒๔๔๗ รัชกาลที่ ๑ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองตรังไปขึ้นกับกรุงเทพฯ เมื่อพระยาลิบงถึงแก่กรรม หลวงฤทธิสงครามว่าราชการเมืองตรังต่อมา แต่ไม่สันทัดในการบริหารบ้านเมือง ทางราชธานีจึงยกเมืองตรังให้ขึ้นต่อสงขลา   ในพ.ศ.๒๓๕๒ ศูนย์กลางอำนาจของเมืองตรังยังอยู่ที่เกาะลิบง พม่ายกมาตีเมืองถลาง หลวงฤทธิสงคราม เจ้าเมืองตรังขณะนั้น ได้ใช้เกาะลิบงเป็นที่ชุมนุมทัพเรือของหัวเมืองทางใต้เพื่อยกไปช่วยถลางรบพม่า
             

            

ร่องรอยเสาค่ายที่เกาะลิบง


             ใน พ.ศ.๒๓๕๔ ทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวถึงหลวงอุไภยราชธานี เป็นผู้พยาบาลเมืองตรัง ถือศักดินา ๑๖๐๐ แสดงว่า เมืองตรังเป็นเมืองสำคัญ เพราะเจ้าเมืองที่ถือศักดินา ๑๖๐๐ ของนครศรีธรรมราชขณะนั้น มีเฉพาะเมืองตรังกับเมืองท่าทองเท่านั้น ต่อมา พ.ศ.๒๓๕๕ ในทำเนียบกรมการเมืองตรังของเก่า กล่าวถึงการจัดระเบียบเมืองตรังอีกครั้ง มีชื่อพระอุไภยราชธานีเป็นผู้ว่าราชการเมือง แต่จะอยู่ในตำแหน่งกี่ปีไม่แน่ชัด พระอุไภยผู้นี้มีหลักฐานคำบอกเล่าจากชาวบ้านว่าเป็นผู้สร้างศาลหลักเมืองตรังที่ตำบลควนธานี พร้อม ๆ กันนี้ พระยานคร (น้อย) ก็จัดการเรื่องการค้าขายกับหัวเมืองมลายู และอินเดียผ่านทางท่าเรือกันตัง สินค้าสำคัญ มีช้างและดีบุก การเก็บภาษีที่สำคัญอีกทางหนึ่งได้จากรังนกและปลิงทะเล

             พ.ศ.๒๓๖๗ ผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่เกาะปีนัง ได้ส่งร้อยโท เจมส์ โลว์ เป็นฑูตเดินทางมาเพื่อเจรจาความเมืองกับพระยานคร (น้อย) แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปเมืองนครฯ ฝ่ายพระยานครฯ ก็ไม่ได้ออกมาพบ เพียงแต่ส่งบุตรชาย (ซึ่งคงจะเป็นนายน้อยกลาง ภายหลังได้เป็นพระเสน่หามนตรี) ไปพบ เจมส์ โลว์ ที่หมู่บ้านพระม่วงปากน้ำตรัง ระยะนี้เมืองตรังยังคงเป็นเมืองท่าค้าขายกับต่างประเทศ สินค้าออกมี ข้าว ดีบุก งาช้าง รังนก ฯลฯ ทั้งยังเป็นอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ มีคนประจำทำงานต่อเรืออยู่ถึง ๑,๐๐๐ คน

             พ.ศ.๒๓๘๑ มีงานถวายพระเพลิงศพพระสมเด็จพระศรีสุลาไลย พระราชชนนี พันปีหลวงในรัชกาลที่ ๓ พระยาสงขลา เจ้าพระยานคร (น้อย) เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตนกูมะหะหมัดสอัด ตนกูมะหะหมัดอาเกบ หลานเจ้าพระยาไทรบุรีก่อกบฎ ยึดเมืองไทรบุรีได้เข้าแล้วตีปัตตานี สงขลา และหัวเมืองแขกทั้งเจ็ด ทั้งให้หวันหมาดหลี สลัดแขกที่เกาะยาว เข้ามาตีเมืองตรังด้วย ขณะนั้นมีพระสงครามวิชิตเป็นผู้ว่าราชการเมือง ปรากฏว่า สู้พวกโจรสลัดไม่ได้ หนีแตกมาพร้อมกับคนหกคนไปแจ้งข่าวแก่เมืองนครฯ  พระสงครามวิชิตผู้นี้ชื่อม่วง เป็นบุตรเจ้าพระยานคร (น้อย) ภายหลังคงจะได้เป็นพระอุไทยธานีปกครองเมืองตรังต่อมา แล้วคงจะมีเหตุให้ถูกถอดจากราชการ เป็นนายม่วงอุไทยธานีนอกราชการ เมื่อรัชกาลที่ ๔ เสด็จฯ สงขลา พ.ศ.๒๔๐๒ ได้ตามเสด็จฯ แล้วหนีเลยมาเมืองตรัง จึงถูกสั่งให้นำตัวเข้ากรุงเทพฯ โดยเร็ว ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ไปสักเลกที่ชุมพรและถึงแก่กรรมที่เมืองนั้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๕

             หลังพระอุไทยธานี เมืองตรังมีผู้ว่าราชการเมืองอีกคนหนึ่ง เข้าใจว่าเป็นพระยาตรังนาแขก (สิงห์) สุดท้ายป่วยถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๖ ทางกรุงเทพฯ จึงมีสารตราแต่งตั้งหลวงพิชัยธานปีปลัดเมืองให้เป็น พระตรังควิษยานุรักษ์พิทักษ์รัฐสีมา (ต้นตระกูล วิทยารัฐ) จนถึงประมาณ พ.ศ. ๒๔๑๖ ปรากฏว่า เมืองตรังว่าง เจ้าเมืองมีสารตรามอบให้พระศิริธรรมบริรักษ์ ปลัดเมืองนครศรีธรรมราชรักษาเมืองตรัง
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตรังอยู่ในฐานะเมืองท่าค้าขายของนครศรีธรรมราช ไม่ได้เป็นเมืองอิสระ เพราะผู้ทำการค้าและเก็บภาษี คือ เมืองนครฯ ยกเว้นครั้งที่พระยาลิบงเป็นผู้ว่าราชการเมืองเท่านั้น ที่ตรังได้เป็นอิสระปกครองตนเอง สามารถจัดการผลประโยชน์ทางการค้าส่งภาษีตรงต่อกรุงเทพฯ ได้เอง อีกฐานะหนึ่งของตรัง คือ เป็นเมืองหน้าด่านที่เป็นแหล่งรวมกำลังกองทัพเรือไว้ป้องกันศัตรูอันได้แก่พม่า และคอยกำราบหัวเมืองมลายูที่มักจะเอาใจออกห่างอยู่เสมอ สภาพเหล่านี้สิ้นสุดลงเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ส่วนหัวเมืองมลายูนั้นไทยได้ยุติการขยายอิทธิพลลงไปตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๖๙ หลังจากการทำสนธิสัญญาเบอร์นีกับอังกฤษ เมื่อเจ้าพระยานครฯ (น้อย) ถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ.๒๓๘๒ แล้ว ทางเมืองนครศรีธรรมราชก็มิได้สนใจเรื่องการทำนุบำรุงหรือการค้าขายผ่านทางเมืองตรังต่อไปอีก เมืองตรังคลายจึงมีความสำคัญลง ขณะที่เมืองระนอง ภูเก็ต พังงา ตะกั่วป่า มีความสำคัญมากขึ้นในฐานะเมืองดีบุกที่ทำรายได้ปีละมาก ๆ

              สมัยการปกครองหัวเมืองฝั่งตะวันตกและมณฑลภูเก็ตจนถึงปัจจุบัน สมัยต้นรัชกาลที่ ๕ มีเหตุการณ์กรรมกรจีนก่อความไม่สงบในหัวเมืองฝั่งตะวันตกอยู่เนือง ๆ ประกอบกับหัวเมือง
เหล่านี้มีผลประโยชน์มาก แต่เก็บภาษีได้ไม่เต็มที่ รัฐบาลจึงตั้งข้าหลวงมาประจำกำกับราชการและจัดเก็บภาษีอากร เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๘ ข้าหลวงคนแรกคือเจ้าหมื่นเสมอใจราช (ชื่น บุนนาค ต่อมาได้เป็นพระยามนตรีสุริยวงศ์) เมื่อกรรมกรจีนก่อเหตุจราจลครั้งใหญ่ในภูเก็ต พ.ศ.๒๔๑๙ ต้องใช้กองกำลังจากกรุงเทพฯ และเมืองใกล้เคียงมาช่วยปราบปราม จากเหตุการณ์จราจล ทำให้จำเป็นต้องมีเมืองศูนย์กลางของข้าหลวงใหญ่อีกแห่งหนึ่ง
หากมีปัญหาจะได้ระดมกำลังจากหัวเมืองต่าง ๆ ไปช่วยได้ทันท่วงที เมืองตรังซึ่งเดิมขึ้นกับนครฯ จึงถูกจัดให้เป็นศูนย์กลางกำกับราชการของข้าหลวงฝ่ายตะวันตกแต่นั้นมา

              พ.ศ.๒๔๒๑ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) อดีตผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ออกมาตรวจราชการหัวเมืองฝั่งตะวันตก เห็นสภาพเมืองตรังเหมาะแก่การเพาะปลูกและค้าขาย จึงคิดปรับปรุงเมืองตรังให้เจริญรุ่งเรือง จะได้เป็นเกียรติประวัติแก่ชีวิตและวงศ์ตระกูลสืบไป รัชกาลที่ ๕ ก็มิได้ขัดขวางประการใด การสร้างเมืองครั้งนี้ มีผลต่อระบบการปกครองเมืองตรังโดยตรง
เพราะเมืองตรังพ้นจากการกำกับของนครฯ ไปขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ มีการกำหนดเขตแดน และแยกเก็บภาษีอากรเป็นของตรังโดยเฉพาะ ในระยะแรกสมเด็จเจ้าพระยาฯ เน้นการก่อสร้างสถานที่ราชการ โดยเฉพาะตึกศาลารัฐบาลหรือ Government House ที่มีขนาดใหญ่โตมาก (ปัจจุบันยังมีซากอิฐเหลืออยู่) ทำให้เงินภาษีอากรที่ได้รับไม่เพียงพอ ต้องยืมจากหัวเมืองใกล้เคียงมาสมทบ ต่อมาสมเด็จเจ้าพระยาฯ จึงวางแนวทางส่งเสริมเมืองตรังให้เป็นเมืองท่าค้าขายขึ้นก่อน เพื่อจะได้ทุนสำรองไว้ใช้จ่าย โดยให้พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) ผู้ว่าราชการเมืองระนอง มารักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองตรัง
อีกตำแหน่งหนึ่ง แต่ยังทำการได้ไม่ทันเป็นผล สมเด็จเจ้าพระยาก็ถึงแก่พิราลัยเสียก่อนใน พ.ศ. ๒๔๒๕ การส่งเสริมเมืองตรังให้เป็นเมืองท่าค้าขาย มีหลักฐานบอกเล่าว่า พระยารัตนเศรษฐีส่งเสริมการปลูกอ้อยและ
ทำโรงงานน้ำตาลทรายแดงเพื่อส่งขายมลายู มีร่องรอยโรงงานและลูกโม่หีบอ้อยที่หมู่บ้านจุปะ ตำบลกันตังใต้ อำเภอกันตัง (ลูกโม่หีบอ้อยจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎาฯ) ที่ตำบลลำภูราก็มี แสดงว่าโรงงานทำน้ำตาลมีหลายแห่ง การส่งเสริมสินค้าออกคงจะมีหลายชนิด แต่เนื่องจากพระยารัตนเศรษฐีถนัดในเรื่องเหมืองแร่ดีบุก ซึ่งที่เมืองตรังไม่ได้มีปริมาณมากเหมือนที่ระนอง รวมทั้งต้องรับผิดชอบราชการถึง ๒ เมือง ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ จึงลากลับไปประจำเมืองระนองแห่งเดียวใน พ.ศ.๒๔๒๘ เมืองกลับมาอยู่ในกำกับของข้าหลวงหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตกอีก ๒ สมัย จนถึง พ.ศ.๒๔๓๑ พระยาตรังภูมาภิบาล (เอี่ยม ณ นคร) ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการเมืองตรัง พ.ศ.๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จฯ ประพาสหัวเมืองรอบแหลมมลายู และเสด็จฯ เมืองตรังด้วย ทรงเห็นว่าเมืองตรังทรุดโทรมมาก ต่อมาจึงโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งพระอัษฎงคตทิศรักษา (คอมซิมบี๊ ณ ระนอง) ผู้ว่าราชการเมืองกระมาเป็นผู้ว่าราชการเมืองตรัง ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี

               สมัยตั้งเมืองที่กันตัง เมื่อพระยารัษฎาฯ มารับตำแหน่ง พ.ศ.๒๔๓๓ ได้ดำเนินการพัฒนาเมืองตรังทุกด้าน โดยมีจุดมุ่งหมายจะทำให้เป็นเมืองค้าขาย เริ่มจากการย้ายเมืองจากตำบลควนธานีไปตั้งที่ตำบลกันตัง และสร้างความเจริญแก่เมืองตรังอย่างมาก การพัฒนาในสมัยพระยารัษฎาฯ ที่จะนำไปสู่ความเป็นเมืองท่าค้าขายมีอยู่หลายด้าน เริ่มจากการแก้ปัญหาความไม่สงบเรื่องโจรผู้ร้าย และส่งเสริมอาชีพพื้นฐานคือการเกษตร เริ่มต้นจากเกษตรยังชีพในครัวเรือน และขยายเป็นเกษตรเพื่อการค้า โดยใช้กุศโลบายต่าง ๆ และระบบกลไกของรัฐ เช่น การยกเว้นเก็บภาษีอากรและเกณฑ์แรงงานแก่ผู้บุกเบิกทำนา จนสามารถส่งข้าวขายปีนังได้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ชาวเมืองตรังอดข้าว ต้องซื้อจากปีนังอยู่เสมอ การสร้างถนนและสะพานก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าในท้องถิ่น และส่งขายต่างประเทศทางท่าเรือกันตัง พระยารัษฎาฯ ส่งเสริมบริษัทตัวแทนซื้อขายสินค้าที่ท่าเรือกันตัง สินค้าสำคัญในสมัยนั้น ได้แก่ เป็ด ไก่ สุกร โค กระบือ พริกไทย ข้าว ตับจาก ไม้เคี่ยม ไม้โปรง เป็นต้น การพัฒนาของพระยารัษฎาฯ สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในส่วนกลาง ที่รัชกาลที่ ๕ ทรงปฏิรูประบบราชการ และนำพาชาติเข้าสู่การพัฒนาให้เทียบทันอารยประเทศ การก่อสร้างทางรถไฟสายใต้ ที่กำหนดให้มีทางแยกจากทุ่งสงมุ่งสู่ท่าเรือกันตัง เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๔ ส่วนในสายแยกตั้งแต่ทุ่งสงถึงกันตัง เปิดการโดยสารระหว่างกันตัง - ห้วยยอด วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๕๖ และต่อมา เปิดการโดยสารระหว่างห้วยยอดกับทุ่งสง ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๕๖ (นับปีแบบเก่า ขึ้นศักราชใหม่เดือนเมษายน เดือนมกราคม เป็นเดือนที่ ๑๐ ของปี) เส้นทางรถไฟนี้ส่งเสริมนโยบายเมืองท่าค้าขายของพระยารัษฎาฯ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ พระยารัษฎาฯ ยังได้มองการณ์ไกล ที่จะทำให้กันตังเป็นท่าเรือค้ากับต่างประเทศได้เต็มศักยภาพ โดยเสนอทางรัฐบาลจัดสร้างท่าเรือน้ำลึก แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน ใน พ.ศ.๒๔๓๕ ซึ่งเป็นปีที่สถาปนากระทรวงมหาดไทย และเริ่มการปกครองระบบมณฑลขึ้นเป็นครั้งแรก หัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตกเดิมเปลี่ยนเป็นมณฑลภูเก็ต เมืองตรังเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลภูเก็ต พ.ศ.๒๔๓๔ ทางการได้ยุบเมืองปะเหลียนรวมกับเมืองตรัง ต่อมามีประกาศข้อบังคับลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ.๑๑๕ (พ.ศ.๒๔๓๙) แบ่งท้องที่การปกครองเป็นอำเภอ จังหวัดตรังมี ๕ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง (กันตัง) อำเภอบางรัก อำเภอเขาขาว(ห้วยยอด) อำเภอสิเกา และอำเภอปะเหลียน มีตำบลรวม ๑๐๙ ตำบล พ.ศ.๒๔๔๔ พระยารัษฎาฯ ได้รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต มีผู้ว่าราชการเมืองตรังต่อจากพระยารัษฎาฯ ๕ คน พอถึง พ.ศ.๒๔๕๘ สมัยที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (สิน เทพหัสดินฯ) เป็นผู้ว่าราชการเมือง มหาอำมาตย์โท พระยาสุรินทรราชา (ม.ร.ว.สิทธิ์ สุทัศน์ฯ) เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต เห็นว่าเมืองที่กันตังอยู่ในทำเลไม่เหมาะสม เนื่องจากตอนสงครามโลกครั้ ง ที่ ๑ เรือดำน้ำของเยอรมันชื่อเอ็มเด็น ได้ลอยลำยิงถล่มปีนัง หากมีสงครามเกิดขึ้นอีก เมืองตรังอาจจะถูกยิงเช่นปีนัง รวมทั้งพื้นที่ลุ่ม และมีโรคระบาด หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เสด็จฯ เมืองตรัง พ.ศ.๒๔๕๘ แล้ว จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตย้ายเมืองไปตั้งที่อำเภอบางรัก และได้ย้ายไปเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๕๘

 

ศาลหลักเมืองตรัง ที่บ้านควนธานี

 

บ้านพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ที่กันตัง

         สมัยตั้งเมืองที่ทับเที่ยง - ปัจจุบัน เมื่อย้ายเมืองมาที่อำเภอบางรักแล้ว ในตอนแรกใช้ตำหนักผ่อนกายเป็นศาลากลางชั่วคราว ชื่ออำเภอบางรักเปลี่ยนเป็นอำเภอทับเที่ยง ใน พ.ศ.๒๔๕๙ และเปลี่ยนเป็นอำเภอเมืองตรัง พ.ศ.๒๔๘๑

             พ.ศ.๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินจังหวัดตรังอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ได้ทรงทำพิธีเปิดโรงเรียนวิเชียรมาตุ ในวันที่ ๓ พฤษภาคม
พระยารัษฎาฯ (สิน เทพหัสดินฯ) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตรังไปจนถึง พ.ศ.๒๔๖๑ ต่อจากนั้นพระยาตรังคภูมาภิบาล (เจิม ปันยารชุน) มารับตำแหน่ง และดำเนินการก่อสร้างศาลากลางจังหวัด จนเปิดทำการได้ใน พ.ศ. ๒๔๖๓ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๖๓ พระยาสุรินทรราชา (นกยูง วิเศษกุล) ดำรงตำแหน่งสมุหเทศภิบาลมณฑลภูเก็ต ได้เอาใจใส่พัฒนาเมืองตรังหลายด้าน จึงปรากฏชื่อเป็นอนุสรณ์ไว้ที่เมืองตรัง เช่น กะพังสุรินทร์ ถนนวิเศษกุล วัดควนวิเศษ ที่ตำบลทับเที่ยง ถ้ำสุรินทร์ ที่อำเภอปะเหลียน

            พ.ศ.๒๔๗๑ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบหัวเมืองปักษ์ใต้ เมื่อเสด็จฯ เมืองตรัง ทรงจารึกพระบรมนามาภิไธยไว้ที่น้ำตกช่องและถ้ำเขาปินะ เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ จังหวัดตรังนับเป็นจุดยุทธศาสตร์หนึ่งในเป้าหมายการยกพลขึ้นบกของกองทัพญี่ปุ่น เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ มีร่องรอยการตั้งค่ายของทหารญี่ปุ่นหลายแห่ง แต่ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น พ.ศ.๒๔๘๓ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตรวจราชการเมืองตรัง ดำริว่า ควรสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของพระยารัษฎาฯ จังหวัดตรังจึงดำเนินการจนเสร็จเรียบร้อย ทำพิธีประดิษฐานในวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๔๙๓ และทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการพร้อมกับเฉลิมฉลองในวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๔๙๔

             พ.ศ.๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรภาคใต้ เสด็จฯ จังหวัดตรัง ระหว่างวันที่ ๑๖ - ๑๗ มีนาคม ๒๕๐๒ เมื่อเสด็จฯ น้ำตกช่อง ทรงจารึกพระบรมนามาภิไธยและพระนามาภิไธยย่อไว้ที่ก้อนหินใหญ่บริเวณโตนน้ำปลิว คืนวันที่ ๑๖ ประทับแรม ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดตรังเริ่มการปกครองสุขาภิบาล เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔ ที่อำเภอทับเที่ยง ต่อมาหลังจากที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.๒๔๗๖ สุขาภิบาลเมืองตรัง ได้ยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองตรัง เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๘ และเป็นเทศบาลนครตรัง พ.ศ.๒๕๔๒ ส่วนเทศบาลเมืองและเทศบาลตำบลอื่น ๆ เกิดขึ้นมาตามความพร้อมของท้องถิ่น หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ และยุบเลิกการปกครองในระบอบมณฑล ใน พ.ศ.๒๔๗๖ แล้ว ตรังมีฐานะเป็น ๑ ใน ๗๐ จังหวัดของประเทศไทย และเริ่มเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ การเลือกตั้งคราวนั้น ได้ นายจัง จริงจิตร เป็นผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดตรัง
รูปแบบการปกครองท้องถิ่นอีกลักษณะหนึ่ง คือ สภาจังหวัด ตามความในพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.๒๔๗๖ สภาจังหวัดมีหน้าที่ให้คำปรึกษาหรือแนะนำกรมการจังหวัด คณะกรรมการสภาจังหวัดตรังชุดแรกเปิดประชุมครั้งที่ ๑ ในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๔๗๘ ที่ศาลาเทศบาลเมืองตรัง องค์การบริหารส่วนจังหวัด เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.๒๔๙๘ และเปลี่ยนแปลงตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.๒๕๔๐ ที่โอนอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นอำนาจของท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบลชุดแรกของจังหวัดตรัง เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๙ จำนวน ๑๒ ตำบล เพิ่มเป็น ๘๑ ตำบลใน พ.ศ.๒๕๔๐ และ ๘๕ ตำบล ใน พ.ศ.๒๕๔๔

 


ที่มา : "แลหลัง...เมืองตรัง"
           น.ส.สุนทรี สังข์อยุทธ์ นักจดหมายเหตุ 6 ว
           หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง
           สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

กลับ
ติดต่อเว็บมาสเตอร์ ร่วมแนะนำร้านอาหาร ที่พัก ที่เที่ยว ในจังหวัดตรัง หรือแจ้งอัพเดทข้อมูล ในเว็บไซต์นี้ ฟรี!
ที่" โทร.084-1117906 , e-mail: seekun1959@hotmail.com"
หรือจะลงประชาสัมพันธ์ เพื่อทำโฆษณาเป็นพิเศษ ยินดีทำให้ในราคามิตรภาพ